ที่ตั้งชื่อว่าอัมพวาไปมาจริง ๆ นั้น ย้อนความมาจาก เอนทรี่ที่ 22.อัมพวา กับ CBR ก๊วนปองใน 1 วัน

ซึ่งรุ่นน้องเอ่ยปากชวนไป แต่เอาเข้าจริงได้แค่ถาก ๆ ที่วัดป้อมแก้ว

แต่คราวนี้ เกดลดาก็สมหวังซะที เพราะวันลอยกระทงที่ผ่านมา มีโอกาสได้ไปอัมพวา

พักโฮมสเตย์ริมน้ำอย่างที่ใฝ่ฝันไว้จริง ๆ เนื่องมาจากเพื่อนของเพื่อนจะไปหาข้อมูลทำ Thesis

เกี่ยวกับอัมพวา งานนี้เกดลดาจะช้าอยู่ใย ขอแจมทันที

 

ทริปนี้ เราไปแค่สองวัน คือ วันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งตรงกับวันลอยกระทงพอดี

 

2 พฤศจิกายน 2552 : วันลอยกระทง

โดยงานนี้ เณเจ้าของหัวข้อ Thesis  อาสาขับรถไป โดยเรานัดรวมตัวรอเณมาโฉบรับ

ที่เดอะมอลล์งามวงศ์วาน เค้าถึงคนแรกหิวจัดเลยซัดแมคฟิชไปอย่างเสียมิได้

 

เมื่อมากันครบก็ออกเดินทาง เผลอไม่เท่าไรก็ถึงแล้วสมุทรสงคราม บรรยากาศของสายวันจันทร์ช่างเงียบ

สงบจริง ๆ เมื่อจอดรถตรงลานแถวโรงเจเรียบร้อย ก็แบกกระเป๋าเดินเข้าไปในตรอกเล็ก ๆ

ในที่สุดก็ถึงซะที พวกเราพักกันที่ บ้านแม่อารมย์ โฮมสเตย์ ซึ่งพวกนี้เคยมากับทางมหาลัยแล้วครั้งนึง

โดยในตอนที่เราไปถึงลุงตือเจ้าบ้านไม่อยู่ แต่ก็มีหลายชายมาคอยต้อนรับ

พูดเก่งชะมัดเหมือนรู้จักกันมาแรมปี เค้าก็คอยปูที่นั่งหารูปถ่าย

มาให้ดูเล่น คอยมาทักทายเป็นระยะ จนลุงตือมา พวกเราก็เอากระเป๋าเข้าไปเก็บในห้อง

ห้องที่เราพักชื่อห้องชมจันทร์ คืนละ พันสอง ต่อสี่คน แต่เราไปกันห้าคน ก็อาจมีเพิ่มตังค์นิดหน่อย

ที่พักมีแอร์และทีวีพร้อมเคเบิ้ล แต่มันก็ไม่สำคัญเพราะตอนกลางวัน พวกเราชอบที่จะออกมานั่งเล่นริมน้ำ

มากกว่า  นั่งสักพักก็ออกไปเดินเที่ยวตรงตลาดริมน้ำนั่นล่ะ

ของขายยังไม่เยอะเท่าไรแต่ก็มีร้านเปิดอยู่เป็นระยะ ๆ ต้อนรับวันลอยกระทง

เพราะปกติแล้ววันธรรมดาเค้าไม่ค่อยเปิดร้านขายของกัน เค้านัี่่งนับตังค์กันอย่างเดียว ฮ่าๆ 

 

มื้อแรกของที่นี่ เราก็เลือกนั่งกินก๋วยจั๊บที่ขายบนเรือ เราก็นั่งกันตรงบันได เค้าจะมีเก้าอี้เล็กๆ

กับโต๊ะ เล็กๆ ความกว้างเท่าบันไดไว้พอได้วางชาม และแล้วก็ประเดิมด้วยการที่ยัยปอนเอามือ

ไปโดนแก้วโอเลี้ยงที่เค้าเพิ่งยกมาเสิร์ฟหกเลอะกางเกงน้องมิลค์หมดเลย แม่ค้าขายกุ้งทอด

ที่อัธยาศัยดีมากและพูดเก่งมากไม่รอรี เอาฟองน้ำจิ้มน้ำในคลองมาถูให้น้องมิลค์ซะจนดูไม่ออกเลย

ว่าเลอะโอเลี้ยงมา สุดยอดจริงๆ  มื้อนี้ก็หมดไปกับก๋วยจั๊บและกุ้งทอด แล้วก็เดินเล่นต่อ

น้องมิลค์ก็จะหาซื้อเสื้อด้วย

 

 

เดินจนสุดทางก็วนกลับมาแวะร้านไอติมที่เล็งไว้ตั้งแต่คราวแรก ติดใจตรงที่เป็นไอติมท็อปปิ้งไทย ๆ

นี่ล่ะ แต่เสียดายหมดหลายรส อดกินรสมะยมเลย อยากลอง เลยไปกินรสฝรั่งบ๊วยแทน

คนอื่นก็กินรสอื่นกันไป

 

 

เมื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศที่ร้านกันเต็มที่ (วันนี้คนน้อยมากเพราะเป็นวันธรรมดาคนเค้าทำงานกัน)

พวกเราก็เดินเล่นกันต่อ งานนี้น้องมิลค์ติดใจซื้อเสื้อใหญ่เลย ได้ไปหลายตัว

จากนั้นก็เดินข้ามสะพานไปเดินเล่นฝั่งตรงข้ามบ้าง พวกนี้บอกว่า มาที่นี่ถ้าไม่แวะร้านกาแฟ

ที่กำลังจะไปถือว่ามาไม่ถึง (ว่าไปนั่น ฮ่าๆ) ร้านที่ว่าคือร้าน "สมานการค้า" เค้าบอกว่า

เก็บแก้วไว้สามารถนำมารีฟิลได้ด้วยนะเอ้อ

 

 

 กินไปถ่ายรูปเล่นกันไปเพลิน ๆ จะเห็นว่าบรรยากาศโล่งสบายมาก ใครไม่สนใจว่า

จะมีร้านค้าเปิดน้อย แนะนำให้ไปวันธรรมดา เพราะจะได้สัมผัสกับบรรยากาศแบบชาวบ้าน

ความสงบตามวิถีชิวิตของคนที่นั่นจริง ๆ

 

 

 (อ่าวใส่รูปเพลิน เอาของวันที่ 3 มาปนกันซะงั้น ช่างมันฮ่าๆ)

 

เมื่อเดินกันจนเหนื่อย ก็กลับมานั่งเล่นชิล ๆ ที่บ้านพัก ลุงตือบอกว่า เย็นนี้จะมีลอยกระทงสาย

กัน (ด้วยความไวก็เผลอแซวลุงไปว่าสายๆนี่กี่โมงคะ แหะ ๆ) ลุงบอกจะลอยกันตอนสามทุ่ม

มีหลายร้อยอันเลย โดยกระทงสายก็คือการเอากาบกล้วย มาเสียบธูปแล้วจุดไฟ ปล่อยลงน้ำให้

ลอยไปต่อ ๆ กัน ต้องใช้ความร่วมมือจากคนทั้งบ้านเลยงานนี้ จะได้ออกมาสวย ๆ

 

 

จังหวะที่เรานั่งเล่นโดยประเดิมด้วยการนั่งเล่นเกมเศรษฐีกัน ...

และครั้งนี้สอนให้รู้ว่า

ไม่ควรซื้อบ้านสองหลังในพื้นที่เดียว เพราะเมื่อหยิบใบดวงขึ้นมา

เกดลดาต้องแทบน้ำตาไหล(ประหนึ่งของจริง) เพราะเจอล้มละลายเข้าให้ ที่ภูเก็ตที่มีบ้านสองหลัง

ยังไม่เคยเก็บตังค์ค่าผ่านทางแม้แต่ครั้งเดียว แพ้ซะแล้ว T^T 

ที่เจ็บใจกว่า เพราะพอเราออก ทุกคนก็มักจะไปตกตรงช่องภูเก็ตนั่น โลกช่างโหดร้าย~~

 

เมื่อเล่นกันจนไม่มีทีท่าว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ ก็เลิก

(ระหว่างที่เรานั่งเล่น กลุ่มชายหนุ่มบุรุษพยาบาลก็นั่งประดิษฐ์ประดอยทำกระทงของตัวเองกัน

ขอบอกว่าสวยงามมาก สวยกว่าตามร้านอีก)

งานนี้ลุงตือแซวพวกเราว่า ดูสิ หนุ่มๆเค้านั่งทำกระทงกัน ผู้หญิงมานั่งเล่นเกม

มีการถ่ายรูปไว้เปรียบเทียบด้วยฮ่าๆ พวกเราเลยบอกลุงตือว่า ของพวกเราไม่เน้นสวยงามค่ะ

เราเน้นแปลก ใจจริงอยากจะนั่งทำแต่หนุ่ม ๆ ทำกันนานไม่มีทีท่าจะลุก

พวกเราเล่นเกมจนเบื่อก็เลยตัดสินใจออกไปเดินดูงานดีกว่า...

 

 

ที่อัมพวาเค้ามีจัดงานลอยกระทงที่ อุทยาน ร.2 ด้วย  มีเด็กน้อยแต่งชุดไทยกันน่ารักเชียว

พวกเราเดินเที่ยวงานก็พบว่าของกินในงานช่างกรุบกริบและน้อยจัง

เลยตัดสินใจเดินมาหาอะไรที่จริงจังแถวตลาดดีกว่า

 

 

 

พวกเราเลยแวะกินผัดไท ไข่ปลาหมึกทอด ทอดมัน และวุ้นกะทิรูปเป็ดน้อยน่ารักกันจนเกือบจะอิ่ม

ก็เดินข้ามสะพานไปตรงตลาดจริงจังที่ไม่ใช่ริมน้ำ ก็คนเดินกันเยอะมาก

(จริงๆตกค่ำคนก็มากันเพียบเลยต่างจากตอนกลางวัน)

 

ขากลับแวะเล่นสอยดาวที่ร้าน ๆ นึง ก็ได้รวมกันห้าคน เป็นตุ๊กตาขนาดไม่ใหญ่หนึ่งตัว - -

จับเล่น ๆ ขำ ๆ จากนั้นพวกเราก็กลับที่พัก พวกหนุ่ม ๆ ทำกระทงเสร็จแล้ว

สวยชะมัด แต่พวกเค้าก็จะออกไปนั่งเรือดูหิ่งห้อยกัน พวกเราเลยนั่งตรงริมน้ำ ชิล ๆกันไป

ลุงตือก็มานั่งคุยไปเอาไม้เขี่ยกระทงให้พ้นจากเสาบ้านไป เดี๋ยวไฟจะไหม้ ฮ่าๆ 

 

จนได้เวลาสามทุ่มพวกหนุ่ม ๆ กับคนอื่น ๆ ในบ้านที่ไปดูหิ่งห้อยก็กลับมา

ลุงตือเลยให้แบ่งเป็นสองทีม

คอยลอยกระทงกาบกล้วย พวกเราเป็นทีมเบื้องหลังอยู่หลังจากบ้านมาหน่อย

อดเห็นความสวยงามเพราะมัวแต่ปักทูป จุดไฟกันมือแดงทีเดียวเกดลดา กระทงเป็นร้อย

แต่ก็สนุกดี ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ เสียดายไม่มีภาพ แต่ก็มีรูปที่ถ่ายจากมือถือมานิดหน่อย

ไม่ชัดเอาซะเลย พอลอยกระทงกาบกล้วยเสร็จ พวกหนุ่ม ๆก็ลอยกระทงสวยงามของตัวเอง

ส่วนพวกเราสุดท้ายก็เอากระทงทำจากกะลามะพร้าวเป็นรูปเรือน่ารักมาก ซื้อจากเด็กที่มาเดินขาย

ห้าคนซื้ออันเดียว ยี่สิบบาท มาเสียดายตอนหลังเพราะเห็นคนเค้าลอยมา

มันน่ารักมาก น่าจะซื้อคนละอัน... ก็กลายเป็นกระทงร่วมสาบานกันไป

 

 เมื่อลอยกระทงกันเสร็จเรียบร้อยก็มานั่งชิล ๆ กันริมน้ำ ลุงตือบอกว่า เนี่ยเดี๋ยวเที่ยงคืน

ที่วัดตรงเลยโรงเจไปหน่อย จะมีงานหลวงพ่อดำน้ำเพื่อปลุกเสกตะกรุด!!

ลุงบอกให้ลองไปดูสิ พิธีนี้หนึ่งปีมีครั้งเดียว 

พวกเราก็มองหน้ากัน เอาวะ อยากเห็น เลยเดินกันไป ด้อม ๆ มอง ๆไม่กล้าเดินเข้าข้างใน 

จนสุดท้ายรวบรวมความกล้า เดินตามกลุ่มคนที่มาทีหลังเข้าไป คนเยอะมากกกกกกกกก

วัยรุ่นแบบเรา ๆ ก็มี พวกเราไปนั่งตรงกลางศาลา แล้วก็สอบถามคนที่มาร่วมงาน

ได้ความว่า เดี๋ยวนี้คนเยอะ หลวงพ่อไปดำน้ำปลุกเสกจากที่ไหนไม่มีใครรู้ แต่เค้่าไม่อยากให้คน

เห็นว่าเป็นการโชว์อภินิหารอะไร เลยไม่มาดำให้ดู (แต่ก่อนเค้าดำให้ดูจริงๆ เค้าว่างั้นนะ)

 

แต่พวกเราผู้ซึ่งอยากมาดูหลวงพ่อดำน้ำ มากกว่าจะสนใจตะกรุดที่เค้าจะแจกให้พร้อมกับน้ำมนตร์

เลยตัดสินใจเดินออกมาอย่างสงบ เค้าว่ากว่าจะแจกจริงตีหนึ่งนู่น พอกันทีกลับบ้านดีกว่าเนอะ

 

และก็อาบน้ำอาบท่าเข้านอนกัน หมดไปหนึ่งวัน (ด้วยความทรมานเพราะเกดลดาปวดท้อง

ต้องซัดแอนตาซินทั้งวัน คาดว่าอาจจะเป็นโรคกระเพราะ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตT^T)

 

 

3 พฤศจิกายน 2552 : ไปสัมภาษณ์นายกเทศมนตรีที่รีสอร์ท และเดินทางกลับ

 

วันนี้กว่าจะตื่นก็แปดโมงกว่า ไม่ทันเรือขายก๋วยเตี๋ยวที่มาขายถึงบ้านเลย 

ไม่ทันใส่บาตรด้วย พวกเราอาบน้ำแต่งตัวกันและเดินไปที่สำนักงานเทศบาล

ตรงตลาด แต่ท่านนายกเทศมนตรีกลับรีสอร์ทไปแล้ว เพราะเมื่อเช้าตรู่ท่านเพิ่งมาให้สัมภาษณ์

แถว ๆ เยื้อง ๆ บ้านพักมาหน่อยเอง เณพลาดเลย แต่ด้วยความที่โทรมานัดแล้ว

ท่านเลยให้คนขับรถพาพวกเราไปที่รีสอร์ท

 

ขับออกมาไกลพอสมควร ทางโค้งเยอะมาก ไม่คิดว่าย่านนี้จะมีรีสอร์ทหรู ๆ อยู่หลายแห่ง

รีสอร์ทที่เราไปชื่อว่า "บ้านท้ายหาด" เห็นว่าเป็นรีสอร์ทของท่านนายกเทศมนตรี

บรรยากาศดีทีเดียว ริมน้ำ และวันนี้อากาศเริ่มหนาว ลมพัดเย็นเลย

เณกับน้องมิลค์ก็สัมภาษณ์กันไป ส่วนพวกเราก็ไปสำรวจสถานที่เล่น ๆ 

 

สิ่งที่เนได้มาจากการคุยกับท่านนายกครั้งนี้ มีอยู่จุดนึงที่เณเล่าให้ฟังแล้วชอบจัง

คือท่านบอกว่า การพัฒนาที่ดีคือการอนุรักษ์ของเก่าไว้และทำให้มันมีคุณค่าด้วยตัวของมันเอง

เช่น สมัยนี้ ต้นหมากมันไม่ค่อยมีคนกินหมาก คิดว่ามันจะอยู่ต่อไปได้มั้ย 

ถ้าอยากให้มันยังอยู่ เราก็ต้องนำมาประยุกต์ใช้ทำอย่างอื่น เช่น นำไปทำเครื่องสำอางค์

รึนำไปทำสิ่งของเครื่องใช้อื่น ๆ ทำให้มันมีคุณค่า แนวคิดนี้ดีนะ ถ้าเปรียบเทียบกับปาย

 

เพราะปายตอนนี้เริ่มจะเสื่อมโทรมลงไป สิ่งที่มีอยู่ดั้งเดิม วิถีชีวิตเริ่มจะถูกกลืน

หากทำให้มันมีคุณค่าในสิ่งที่มีอยู่แล้วได้ ก็น่าจะดี 

 

จะเห็นได้ว่าตรงตลาดริมน้ำ แทบไม่มีร้านเหล้าอยู่เลย แต่ปายจะเป็นถนนข้าวสารอยู่แล้วน่าเสียดาย

พูดไปพูดมาจะเครียดเกิน ตัดจบ

 

ระหว่างนี้พวกเราออกมาแล้วนั่งกินข้าวมันไก่อร่อยมากแถว ๆ ตลาดที่ไม่ริมน้ำ

ตามที่พี่ที่เป็นผู้ช่วยท่านนายกเทศมนตรีที่ขับรถมาส่งแนะนำ ว่าอร่อย

กินเสร็จก็เดินไปตรงริมน้ำ บรรยากาศสงบดีจัง อากาศดีมาก คนน้อย

แต่ร้านกาแฟที่อยากกินก็ปิดซะด้วย

มีแต่คนขายมานั่งเล่นกันหน้าบ้าน วันพักผ่อน พวกเราก็เลยไปเดินเล่น

ถ่ายรูปเล่นตามหน้าร้านที่เค้าปิด ๆกัน ก็สนุกดี จากนั้นก็กลับที่พัก

 

 

พวกเรานั่งคุยกับลุงตือกันสนุกเลย ลุงแกจะชอบเล่าว่าชีวิตแกไปเที่ยวไหน

ใครมาพักเป็นยังไง มีฉายา มีวีรกรรมอะไรกัน มีบางคนพบรักที่นี่แล้วก็ส่งภาพแต่งงานมาให้ด้วย

น่ารักจริง ๆ  ลุงตือบอกว่า เที่ยวไปเถอะ ตอนที่เรายังมีโอกาส แก่ไปก็ลำบากเที่ยวไม่ไหวแล้ว

 

นั่งเล่นกันพักใหญ่ ส่วนเณคงเหนื่อย นอนเป็นเจ้านางอยู่ริมน้ำ จนสุดท้ายพวกเราเลยได้

ฉายากลุ่มว่ากลุ่มเจ้านางกันไป คราวหน้าคราวหลังลุงจะได้จำได้ ลุงบอกเสียดายถ้ามาวันที่หนึ่ง

มีเลี้ยงอาหารด้วย วันเกิดลุงเอง พวกเราเลยให้ปัดเป็นตัวแทนเขียนอวยพรวันเกิดลุง

ลงในสมุดบันทึกของลุง

 

ขอบคุณสำหรับการต้อนรับและเป็นมิตรอย่างดีนะคะ ลุงตือและครอบครัว

ไปคราวนี้แค่สองวันแต่รู้สึกสบายใจจังเลย ถ้าไม่ติดเรื่องปวดท้อง

และจะได้ไปทับถมรุ่นน้องได้ ว่า คราวนี้ชั้นได้มาอัมพวาจริง ๆ แล้ว ฮ่าๆ

 

ปล.ยาวมากใครจะอ่านจนจบละเนี่ย เอาเป็นว่าใครว่างจริง ๆ มาอ่านเล่น ๆละกันนะคะ