27.อัมพวาไปมาจริงๆ (02-11-09 : วันลอยกระทง)
posted on 04 Nov 2009 23:36 by katelada in Travelที่ตั้งชื่อว่าอัมพวาไปมาจริง ๆ นั้น ย้อนความมาจาก เอนทรี่ที่ 22.อัมพวา กับ CBR ก๊วนปองใน 1 วัน
ซึ่งรุ่นน้องเอ่ยปากชวนไป แต่เอาเข้าจริงได้แค่ถาก ๆ ที่วัดป้อมแก้ว
แต่คราวนี้ เกดลดาก็สมหวังซะที เพราะวันลอยกระทงที่ผ่านมา มีโอกาสได้ไปอัมพวา
พักโฮมสเตย์ริมน้ำอย่างที่ใฝ่ฝันไว้จริง ๆ เนื่องมาจากเพื่อนของเพื่อนจะไปหาข้อมูลทำ Thesis
เกี่ยวกับอัมพวา งานนี้เกดลดาจะช้าอยู่ใย ขอแจมทันที
ทริปนี้ เราไปแค่สองวัน คือ วันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งตรงกับวันลอยกระทงพอดี
2 พฤศจิกายน 2552 : วันลอยกระทง
โดยงานนี้ เณเจ้าของหัวข้อ Thesis อาสาขับรถไป โดยเรานัดรวมตัวรอเณมาโฉบรับ
ที่เดอะมอลล์งามวงศ์วาน เค้าถึงคนแรกหิวจัดเลยซัดแมคฟิชไปอย่างเสียมิได้
เมื่อมากันครบก็ออกเดินทาง เผลอไม่เท่าไรก็ถึงแล้วสมุทรสงคราม บรรยากาศของสายวันจันทร์ช่างเงียบ
สงบจริง ๆ เมื่อจอดรถตรงลานแถวโรงเจเรียบร้อย ก็แบกกระเป๋าเดินเข้าไปในตรอกเล็ก ๆ
ในที่สุดก็ถึงซะที พวกเราพักกันที่ บ้านแม่อารมย์ โฮมสเตย์ ซึ่งพวกนี้เคยมากับทางมหาลัยแล้วครั้งนึง
โดยในตอนที่เราไปถึงลุงตือเจ้าบ้านไม่อยู่ แต่ก็มีหลายชายมาคอยต้อนรับ
พูดเก่งชะมัดเหมือนรู้จักกันมาแรมปี เค้าก็คอยปูที่นั่งหารูปถ่าย
มาให้ดูเล่น คอยมาทักทายเป็นระยะ จนลุงตือมา พวกเราก็เอากระเป๋าเข้าไปเก็บในห้อง
ห้องที่เราพักชื่อห้องชมจันทร์ คืนละ พันสอง ต่อสี่คน แต่เราไปกันห้าคน ก็อาจมีเพิ่มตังค์นิดหน่อย
ที่พักมีแอร์และทีวีพร้อมเคเบิ้ล แต่มันก็ไม่สำคัญเพราะตอนกลางวัน พวกเราชอบที่จะออกมานั่งเล่นริมน้ำ
มากกว่า นั่งสักพักก็ออกไปเดินเที่ยวตรงตลาดริมน้ำนั่นล่ะ
ของขายยังไม่เยอะเท่าไรแต่ก็มีร้านเปิดอยู่เป็นระยะ ๆ ต้อนรับวันลอยกระทง
เพราะปกติแล้ววันธรรมดาเค้าไม่ค่อยเปิดร้านขายของกัน เค้านัี่่งนับตังค์กันอย่างเดียว ฮ่าๆ
มื้อแรกของที่นี่ เราก็เลือกนั่งกินก๋วยจั๊บที่ขายบนเรือ เราก็นั่งกันตรงบันได เค้าจะมีเก้าอี้เล็กๆ
กับโต๊ะ เล็กๆ ความกว้างเท่าบันไดไว้พอได้วางชาม และแล้วก็ประเดิมด้วยการที่ยัยปอนเอามือ
ไปโดนแก้วโอเลี้ยงที่เค้าเพิ่งยกมาเสิร์ฟหกเลอะกางเกงน้องมิลค์หมดเลย แม่ค้าขายกุ้งทอด
ที่อัธยาศัยดีมากและพูดเก่งมากไม่รอรี เอาฟองน้ำจิ้มน้ำในคลองมาถูให้น้องมิลค์ซะจนดูไม่ออกเลย
ว่าเลอะโอเลี้ยงมา สุดยอดจริงๆ มื้อนี้ก็หมดไปกับก๋วยจั๊บและกุ้งทอด แล้วก็เดินเล่นต่อ
น้องมิลค์ก็จะหาซื้อเสื้อด้วย
เดินจนสุดทางก็วนกลับมาแวะร้านไอติมที่เล็งไว้ตั้งแต่คราวแรก ติดใจตรงที่เป็นไอติมท็อปปิ้งไทย ๆ
นี่ล่ะ แต่เสียดายหมดหลายรส อดกินรสมะยมเลย อยากลอง เลยไปกินรสฝรั่งบ๊วยแทน
คนอื่นก็กินรสอื่นกันไป
เมื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศที่ร้านกันเต็มที่ (วันนี้คนน้อยมากเพราะเป็นวันธรรมดาคนเค้าทำงานกัน)
พวกเราก็เดินเล่นกันต่อ งานนี้น้องมิลค์ติดใจซื้อเสื้อใหญ่เลย ได้ไปหลายตัว
จากนั้นก็เดินข้ามสะพานไปเดินเล่นฝั่งตรงข้ามบ้าง พวกนี้บอกว่า มาที่นี่ถ้าไม่แวะร้านกาแฟ
ที่กำลังจะไปถือว่ามาไม่ถึง (ว่าไปนั่น ฮ่าๆ) ร้านที่ว่าคือร้าน "สมานการค้า" เค้าบอกว่า
เก็บแก้วไว้สามารถนำมารีฟิลได้ด้วยนะเอ้อ
กินไปถ่ายรูปเล่นกันไปเพลิน ๆ จะเห็นว่าบรรยากาศโล่งสบายมาก ใครไม่สนใจว่า
จะมีร้านค้าเปิดน้อย แนะนำให้ไปวันธรรมดา เพราะจะได้สัมผัสกับบรรยากาศแบบชาวบ้าน
ความสงบตามวิถีชิวิตของคนที่นั่นจริง ๆ
(อ่าวใส่รูปเพลิน เอาของวันที่ 3 มาปนกันซะงั้น ช่างมันฮ่าๆ)
เมื่อเดินกันจนเหนื่อย ก็กลับมานั่งเล่นชิล ๆ ที่บ้านพัก ลุงตือบอกว่า เย็นนี้จะมีลอยกระทงสาย
กัน (ด้วยความไวก็เผลอแซวลุงไปว่าสายๆนี่กี่โมงคะ แหะ ๆ) ลุงบอกจะลอยกันตอนสามทุ่ม
มีหลายร้อยอันเลย โดยกระทงสายก็คือการเอากาบกล้วย มาเสียบธูปแล้วจุดไฟ ปล่อยลงน้ำให้
ลอยไปต่อ ๆ กัน ต้องใช้ความร่วมมือจากคนทั้งบ้านเลยงานนี้ จะได้ออกมาสวย ๆ
จังหวะที่เรานั่งเล่นโดยประเดิมด้วยการนั่งเล่นเกมเศรษฐีกัน ...
และครั้งนี้สอนให้รู้ว่า
ไม่ควรซื้อบ้านสองหลังในพื้นที่เดียว เพราะเมื่อหยิบใบดวงขึ้นมา
เกดลดาต้องแทบน้ำตาไหล(ประหนึ่งของจริง) เพราะเจอล้มละลายเข้าให้ ที่ภูเก็ตที่มีบ้านสองหลัง
ยังไม่เคยเก็บตังค์ค่าผ่านทางแม้แต่ครั้งเดียว แพ้ซะแล้ว T^T
ที่เจ็บใจกว่า เพราะพอเราออก ทุกคนก็มักจะไปตกตรงช่องภูเก็ตนั่น โลกช่างโหดร้าย~~
เมื่อเล่นกันจนไม่มีทีท่าว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ ก็เลิก
(ระหว่างที่เรานั่งเล่น กลุ่มชายหนุ่มบุรุษพยาบาลก็นั่งประดิษฐ์ประดอยทำกระทงของตัวเองกัน
ขอบอกว่าสวยงามมาก สวยกว่าตามร้านอีก)
งานนี้ลุงตือแซวพวกเราว่า ดูสิ หนุ่มๆเค้านั่งทำกระทงกัน ผู้หญิงมานั่งเล่นเกม
มีการถ่ายรูปไว้เปรียบเทียบด้วยฮ่าๆ พวกเราเลยบอกลุงตือว่า ของพวกเราไม่เน้นสวยงามค่ะ
เราเน้นแปลก ใจจริงอยากจะนั่งทำแต่หนุ่ม ๆ ทำกันนานไม่มีทีท่าจะลุก
พวกเราเล่นเกมจนเบื่อก็เลยตัดสินใจออกไปเดินดูงานดีกว่า...
ที่อัมพวาเค้ามีจัดงานลอยกระทงที่ อุทยาน ร.2 ด้วย มีเด็กน้อยแต่งชุดไทยกันน่ารักเชียว
พวกเราเดินเที่ยวงานก็พบว่าของกินในงานช่างกรุบกริบและน้อยจัง
เลยตัดสินใจเดินมาหาอะไรที่จริงจังแถวตลาดดีกว่า
พวกเราเลยแวะกินผัดไท ไข่ปลาหมึกทอด ทอดมัน และวุ้นกะทิรูปเป็ดน้อยน่ารักกันจนเกือบจะอิ่ม
ก็เดินข้ามสะพานไปตรงตลาดจริงจังที่ไม่ใช่ริมน้ำ ก็คนเดินกันเยอะมาก
(จริงๆตกค่ำคนก็มากันเพียบเลยต่างจากตอนกลางวัน)
ขากลับแวะเล่นสอยดาวที่ร้าน ๆ นึง ก็ได้รวมกันห้าคน เป็นตุ๊กตาขนาดไม่ใหญ่หนึ่งตัว - -
จับเล่น ๆ ขำ ๆ จากนั้นพวกเราก็กลับที่พัก พวกหนุ่ม ๆ ทำกระทงเสร็จแล้ว
สวยชะมัด แต่พวกเค้าก็จะออกไปนั่งเรือดูหิ่งห้อยกัน พวกเราเลยนั่งตรงริมน้ำ ชิล ๆกันไป
ลุงตือก็มานั่งคุยไปเอาไม้เขี่ยกระทงให้พ้นจากเสาบ้านไป เดี๋ยวไฟจะไหม้ ฮ่าๆ
จนได้เวลาสามทุ่มพวกหนุ่ม ๆ กับคนอื่น ๆ ในบ้านที่ไปดูหิ่งห้อยก็กลับมา
ลุงตือเลยให้แบ่งเป็นสองทีม
คอยลอยกระทงกาบกล้วย พวกเราเป็นทีมเบื้องหลังอยู่หลังจากบ้านมาหน่อย
อดเห็นความสวยงามเพราะมัวแต่ปักทูป จุดไฟกันมือแดงทีเดียวเกดลดา กระทงเป็นร้อย
แต่ก็สนุกดี ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ เสียดายไม่มีภาพ แต่ก็มีรูปที่ถ่ายจากมือถือมานิดหน่อย
ไม่ชัดเอาซะเลย พอลอยกระทงกาบกล้วยเสร็จ พวกหนุ่ม ๆก็ลอยกระทงสวยงามของตัวเอง
ส่วนพวกเราสุดท้ายก็เอากระทงทำจากกะลามะพร้าวเป็นรูปเรือน่ารักมาก ซื้อจากเด็กที่มาเดินขาย
ห้าคนซื้ออันเดียว ยี่สิบบาท มาเสียดายตอนหลังเพราะเห็นคนเค้าลอยมา
มันน่ารักมาก น่าจะซื้อคนละอัน... ก็กลายเป็นกระทงร่วมสาบานกันไป
เมื่อลอยกระทงกันเสร็จเรียบร้อยก็มานั่งชิล ๆ กันริมน้ำ ลุงตือบอกว่า เนี่ยเดี๋ยวเที่ยงคืน
ที่วัดตรงเลยโรงเจไปหน่อย จะมีงานหลวงพ่อดำน้ำเพื่อปลุกเสกตะกรุด!!
ลุงบอกให้ลองไปดูสิ พิธีนี้หนึ่งปีมีครั้งเดียว
พวกเราก็มองหน้ากัน เอาวะ อยากเห็น เลยเดินกันไป ด้อม ๆ มอง ๆไม่กล้าเดินเข้าข้างใน
จนสุดท้ายรวบรวมความกล้า เดินตามกลุ่มคนที่มาทีหลังเข้าไป คนเยอะมากกกกกกกกก
วัยรุ่นแบบเรา ๆ ก็มี พวกเราไปนั่งตรงกลางศาลา แล้วก็สอบถามคนที่มาร่วมงาน
ได้ความว่า เดี๋ยวนี้คนเยอะ หลวงพ่อไปดำน้ำปลุกเสกจากที่ไหนไม่มีใครรู้ แต่เค้่าไม่อยากให้คน
เห็นว่าเป็นการโชว์อภินิหารอะไร เลยไม่มาดำให้ดู (แต่ก่อนเค้าดำให้ดูจริงๆ เค้าว่างั้นนะ)
แต่พวกเราผู้ซึ่งอยากมาดูหลวงพ่อดำน้ำ มากกว่าจะสนใจตะกรุดที่เค้าจะแจกให้พร้อมกับน้ำมนตร์
เลยตัดสินใจเดินออกมาอย่างสงบ เค้าว่ากว่าจะแจกจริงตีหนึ่งนู่น พอกันทีกลับบ้านดีกว่าเนอะ
และก็อาบน้ำอาบท่าเข้านอนกัน หมดไปหนึ่งวัน (ด้วยความทรมานเพราะเกดลดาปวดท้อง
ต้องซัดแอนตาซินทั้งวัน คาดว่าอาจจะเป็นโรคกระเพราะ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตT^T)
3 พฤศจิกายน 2552 : ไปสัมภาษณ์นายกเทศมนตรีที่รีสอร์ท และเดินทางกลับ
วันนี้กว่าจะตื่นก็แปดโมงกว่า ไม่ทันเรือขายก๋วยเตี๋ยวที่มาขายถึงบ้านเลย
ไม่ทันใส่บาตรด้วย พวกเราอาบน้ำแต่งตัวกันและเดินไปที่สำนักงานเทศบาล
ตรงตลาด แต่ท่านนายกเทศมนตรีกลับรีสอร์ทไปแล้ว เพราะเมื่อเช้าตรู่ท่านเพิ่งมาให้สัมภาษณ์
แถว ๆ เยื้อง ๆ บ้านพักมาหน่อยเอง เณพลาดเลย แต่ด้วยความที่โทรมานัดแล้ว
ท่านเลยให้คนขับรถพาพวกเราไปที่รีสอร์ท
ขับออกมาไกลพอสมควร ทางโค้งเยอะมาก ไม่คิดว่าย่านนี้จะมีรีสอร์ทหรู ๆ อยู่หลายแห่ง
รีสอร์ทที่เราไปชื่อว่า "บ้านท้ายหาด" เห็นว่าเป็นรีสอร์ทของท่านนายกเทศมนตรี
บรรยากาศดีทีเดียว ริมน้ำ และวันนี้อากาศเริ่มหนาว ลมพัดเย็นเลย
เณกับน้องมิลค์ก็สัมภาษณ์กันไป ส่วนพวกเราก็ไปสำรวจสถานที่เล่น ๆ
สิ่งที่เนได้มาจากการคุยกับท่านนายกครั้งนี้ มีอยู่จุดนึงที่เณเล่าให้ฟังแล้วชอบจัง
คือท่านบอกว่า การพัฒนาที่ดีคือการอนุรักษ์ของเก่าไว้และทำให้มันมีคุณค่าด้วยตัวของมันเอง
เช่น สมัยนี้ ต้นหมากมันไม่ค่อยมีคนกินหมาก คิดว่ามันจะอยู่ต่อไปได้มั้ย
ถ้าอยากให้มันยังอยู่ เราก็ต้องนำมาประยุกต์ใช้ทำอย่างอื่น เช่น นำไปทำเครื่องสำอางค์
รึนำไปทำสิ่งของเครื่องใช้อื่น ๆ ทำให้มันมีคุณค่า แนวคิดนี้ดีนะ ถ้าเปรียบเทียบกับปาย
เพราะปายตอนนี้เริ่มจะเสื่อมโทรมลงไป สิ่งที่มีอยู่ดั้งเดิม วิถีชีวิตเริ่มจะถูกกลืน
หากทำให้มันมีคุณค่าในสิ่งที่มีอยู่แล้วได้ ก็น่าจะดี
จะเห็นได้ว่าตรงตลาดริมน้ำ แทบไม่มีร้านเหล้าอยู่เลย แต่ปายจะเป็นถนนข้าวสารอยู่แล้วน่าเสียดาย
พูดไปพูดมาจะเครียดเกิน ตัดจบ
ระหว่างนี้พวกเราออกมาแล้วนั่งกินข้าวมันไก่อร่อยมากแถว ๆ ตลาดที่ไม่ริมน้ำ
ตามที่พี่ที่เป็นผู้ช่วยท่านนายกเทศมนตรีที่ขับรถมาส่งแนะนำ ว่าอร่อย
กินเสร็จก็เดินไปตรงริมน้ำ บรรยากาศสงบดีจัง อากาศดีมาก คนน้อย
แต่ร้านกาแฟที่อยากกินก็ปิดซะด้วย
มีแต่คนขายมานั่งเล่นกันหน้าบ้าน วันพักผ่อน พวกเราก็เลยไปเดินเล่น
ถ่ายรูปเล่นตามหน้าร้านที่เค้าปิด ๆกัน ก็สนุกดี จากนั้นก็กลับที่พัก
พวกเรานั่งคุยกับลุงตือกันสนุกเลย ลุงแกจะชอบเล่าว่าชีวิตแกไปเที่ยวไหน
ใครมาพักเป็นยังไง มีฉายา มีวีรกรรมอะไรกัน มีบางคนพบรักที่นี่แล้วก็ส่งภาพแต่งงานมาให้ด้วย
น่ารักจริง ๆ ลุงตือบอกว่า เที่ยวไปเถอะ ตอนที่เรายังมีโอกาส แก่ไปก็ลำบากเที่ยวไม่ไหวแล้ว
นั่งเล่นกันพักใหญ่ ส่วนเณคงเหนื่อย นอนเป็นเจ้านางอยู่ริมน้ำ จนสุดท้ายพวกเราเลยได้
ฉายากลุ่มว่ากลุ่มเจ้านางกันไป คราวหน้าคราวหลังลุงจะได้จำได้ ลุงบอกเสียดายถ้ามาวันที่หนึ่ง
มีเลี้ยงอาหารด้วย วันเกิดลุงเอง พวกเราเลยให้ปัดเป็นตัวแทนเขียนอวยพรวันเกิดลุง
ลงในสมุดบันทึกของลุง
ขอบคุณสำหรับการต้อนรับและเป็นมิตรอย่างดีนะคะ ลุงตือและครอบครัว
ไปคราวนี้แค่สองวันแต่รู้สึกสบายใจจังเลย ถ้าไม่ติดเรื่องปวดท้อง
และจะได้ไปทับถมรุ่นน้องได้ ว่า คราวนี้ชั้นได้มาอัมพวาจริง ๆ แล้ว ฮ่าๆ
ปล.ยาวมากใครจะอ่านจนจบละเนี่ย เอาเป็นว่าใครว่างจริง ๆ มาอ่านเล่น ๆละกันนะคะ